36 สุดยอดสมุนไพรดูแลผิวพรรณของคนไทยสมัยก่อน


36 สุดยอดสมุนไพรดูแลผิวพรรณของคนไทยสมัยก่อน

 

คนไทยสมัยก่อนดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเกิดบาดแผลและปวดเมื่อยตามร่างกาย กับ 36 สมุนไพรไทยห้ามพลาด!!!

 

            คนไทยสมัยก่อน หรือเหล่าคนในรั้วในวัง.. เมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะแผลพุพอง โดยแมลงกันต่อย หรือแผลสดหรือแผลที่เกิดหนอง รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อยๆ ตึงๆ ตามแขนขา คอ บ่า ไหล่ และดูแลให้ความสดชื่นกับผิวพรรณใช้สมุนไพรชนิดเป็นเคล็ดลับกันบ้าง สามารถติดตามอ่านได้จากบทความชิ้นนี้กันได้เลย...

 

 

การดูแลตัวเองเมื่อเกิดอาการเคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อย ตึง ตามบริเวณแขนขา คอ บ่า ไหล่ ของคนไทยโบราณ

1.ประคบสมุนไพร

โดยการใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติต่อกล้ามเนื้อ และหลอดเลือด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ มะกรูด และการบูร แล้วนำมาประคบ ประโยชน์ที่ได้รับคือ ช่วยให้เนื้อเยื่อพังผืดยืดตัวออก ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวดเมื่อย

2.การนวดแผนไทย

เป็นการนวดเพื่อบำบัดโรคต่าง ๆ ซึ่งให้ประโยชน์ต่าง ๆ กับร่างกายดังนี้  ลดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ลดการติดขัดของข้อต่อกระดูก ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงให้แข็งแรง ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของโลหิตในร่างกาย

4.อบสมุนไพร

 ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ร่างกายผ่อนคลายความเครียด คล้ายเส้นเอ็น อาการปวดเมื่อยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

 

 

การดูแลปัญหาบาดแผลสด พุพอง หนอง และแมลงกัดต่อยโดยใช้สมุนไพรโบราณ

 

สมุนไพรไทยสำหรับรักษาบาดแผลสด

          นิยมใช้สมุนไพร เข้ามาช่วยในการดูแลบาดแผล ทั้งทาภายนอก และรับประทาน ดังต่อไปนี้

 

1.สมุนไพรไทยน้ำมันเลียงผา

 มีฤทธิ์เป็นยาสมานแผลได้รวดเร็วทำให้แผลแห้งไว ไม่ว่าจะเป็นแผลจากอุบัติเหตุ มีดบาด หรือแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกจะช่วยรักษาบาดแผลได้เป็นอย่างดี

2.สมุนไพรไทยสาบเสือ

มีสารสำคัญ คือ กรดอะนิสิก และฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น ไอโซซากูรานิติน และโอโดราติน รวมทั้งน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบไปด้วยสารยูพาทอล คูมาริน โดยสารสำคัญเหล่านี้จะไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดหดตัว และยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถห้ามเลือดได้  สารสกัดจากกิ่งและใบยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดหนอง    ด้วยเหตุนี้ หมอยาไทยโบราณจึงมักใช้ใบสาบเสือรห้ามเลือด รักษาแผลสด สมานแผล ป้องกันการเกิดแผลเป็น ถอนพิษแก้อักเสบ แก้พิษน้ำเหลือง ตาฟาง ตาแฉะ ริดสีดวงทวารหนัก รักษาแผลเปื่อย

3.สมุนไพรไทยใบบัวบก

หลายคนอาจเคยดื่มน้ำใบบัวบก ที่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วช่วยแก้ร้อนใน แก้ช้ำใน ลดการกระหายน้ำได้ดีนักแล ซึ่งนอกจากใบบัวบกจะนำมาคั้นน้ำดื่มได้แล้ว ยังสามารถนำไปทาแผล ช่วยบรรเทาอาการฟกช้ำของแผลได้ด้วย เพราะในใบมีกรดมาดีคาสสิค (madecassic acid) และกรดเอเซียติก (asiatic acid) ที่มีฤทธิ์สมานแผน ไม่ว่าจะเป็นแผลสด แผลเรื้อรัง แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแผลหลังผ่าตัด ใบบัวบกจะช่วยการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วขึ้น 

4.สมุนไพรไทยน้ำผึ้ง

มีสรรพคุณสมานแผลได้ดี ก็เนื่องมาจากความเข้มข้นของน้ำผึ้ง จะทำให้เชื้อโรคฝ่อตาย ตาม หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สิ่งที่มี ความเข้มข้นกว่า (เช่น น้ำผึ้ง) จะดูดสารน้ำจากสิ่งที่เข้มข้นน้อยกว่า (เช่น เชื้อโรค) ดังที่ภาษาหมอเรียก ว่า ‘osmotic pressure

5.สมุนไพรไทยกระถิน

 มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขับพยาธิ ควบคุมความดันให้ปกติ รักษาอาการท้องร่วง และช่วยสมานแผล

6.สมุนไพรไทยชิงชัน

 มีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือดในสตรี ช่วยสมานแผล และช่วยรักษาแผลเรื้อรัง

7.สมุนไพรไทยเปราะหอมแดง 

แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม รักษาโรคเกี่ยวกับตาและเกลื้อนช้าง แก้ลมพิษ ช่วยรักษาผื่นคัน ลดอาการไอ และช่วยรักษาบาดแผล

8.สมุนไพรไทยเพกา

 นิยมใช้แก้ท้องร่วง เป็นยาสมานแผล ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเสมหะ และแก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง

9.ว่านกาบหอย

ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไอ รักษาอาการช้ำในและอาเจียนเป็นเลือด รวมถึงอุจจาระและปัสสาวะเป็นเลือด เลือดกำเดาออก และช่วยห้ามเลือด

10.สมุนไพรไทยสบู่เลือด

 ช่วยรักษาโรคเรื้อน ขับประจำเดือนและพยาธิ ช่วยขับลม มีสรรพคุณรักษาแผลสดและแผลเรื้อรัง

11.สมุนไพรไทยเห็ดฟาง

ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ทำให้หัวใจและระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น มีเส้นใยสูงช่วยในระบบขับถ่าย ช่วยป้องกันโรคหวัด ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ลดการติดเชื้อและช่วยสมานแผล

            นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมาย อาทิเช่น สะแกแสง โด่ไม่รู้ล้ม บุก ปอผีผักกระเดียง มะนาว ผักบุ้ง กระชาย ฝรั่ง ฟักข้าว ว่านมหาหงส์ หอมหัวใหญ่ มะขาม สะระแหน่ กานพลู ตำลึง ขมิ้น ทับทิม เสาวรส ขิง ฟ้าทลายโจร กล้วยน้ำว้า มะระ รางจืด โสน มังคุด ยอ มะพร้าว สับปะรด มะเขือยาว กระเจี๊ยบ และ แตงกวา เป็นต้น

 

สมุนไพรไทยสำหรับรักษาแผลพุพอง

          นิยมใช้สมุนไพร เข้ามาช่วยในการดูแลบาดแผล โดยทาภายนอก ดังต่อไปนี้

 

12.สมุนไพรไทยขมิ้นชัน

เป็นไม้ล้มลุกมีสีเหลืองอมส้ม มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม คนนิยมนำ"เหง้า" ทั้งสดและแห้งมาใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมทั้งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง จุกเสียดแน่นท้อง และสามารถนำขมิ้นชันมาทาภายนอก เพื่อใช้รักษาแผลเรื้อรัง แผลสด โรคผิวหนัง พุพอง รักษาชันนะตุได้ด้วย

13.สมุนไพรไทยมะลิ

 โบราณใช้ใบมะลิเป็นสมุนไพรในการรักษาแผล เช่น แผลพุพอง ฝีดาษ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณรักษาแผลเป็นได้เป็นอย่างดี ทั้งแผลเป็นจากอีสุกอีใส จากสิว ตลอดจนบาดแผลที่เกิดจากรอยขีดข่วน การบาดจากของมีคม แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

14.สมุนไพรไทยดาวเรือง

 ดอกไม้และสมุนไพรไทยสำหรับรักษาอาการปวดฟัน ไอกรน หลอดลมอักเสบ คางทูม ช่วยรักษาให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยขับร้อน ละลายเสมหะ แก้เวียนศีรษะได้ดี คนโบราณนิยมใช้แก้ฝีฝักบัวและฝีพุพอง

15.สมุนไพรไทยเหงือกปลาหมอ

 มีสรรพคุณแก้แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย ช่วยรักษาฝี ช่วยลดอาการไขข้ออักเสบ ช่วยรักษาอาการไอและโรคหืดหอบ

 

สมุนไพรไทยรักษาแผลเป็นหนอง

 

          นิยมใช้สมุนไพร เข้ามาช่วยในการดูแลบาดแผล โดยทาภายนอก ดังต่อไปนี้

16.สมุนไพรไทยมังคุด

เปลือกมังคุด ใช้ล้างบาดแผลเรื้อรัง และแผลมีหนอง

17.สมุนไพรไทยว่านหางจระเข้

 ใช้ล้างบาดแผลเรื้อรัง แผลมีหนอง

18.สมุนไพรไทยชุมเห็ดเทศ

สมุนไพรไทยโบราณ ช่วยรักษากลากเกลื้อน ฝีหนอง ช่วยขับพยาธิ เป็นยาระบาย ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย

19.สมุนไพรไทยเทียนบ้าน

ช่วยรักษาเล็บขบและน้ำกัดเท้า แก้แผลอักเสบ เป็นฝีหนอง แผลเน่าเปื่อยและแผลเรื้อรังได้ผลดีมาก

20.สมุนไพรไทยโทงเทง

สมุนไพรไทยสำหรับรักษาโรคเบาหวาน ช่วยแก้โรคดีซ่าน อาการไอเรื้อรัง รักษาแผลมีหนอง และช่วยขับพยาธิ

21.สมุนไพรไทยบุก

ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ใช้รักษาโรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูง ช่วยรักษาอาการแผลเรื้อรัง เป็นหนองได้ผลดี

22.สมุนไพรไทยประยงค์

ใช้แก้อาการเมาค้าง วิงเวียนศีรษะ แก้แผลบวมฟกช้ำและการอักเสบเป็นหนอง

23.สมุนไพรไทยพุดตาน

 เป็นยาถอนพิษ ช่วยรักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลอก แผลอักเสบมีหนอง ช่วยรักษาโรคคางทูมและงูสวัด

24.สมุนไพรไทยฟักเขียว

ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยแก้ฟกช้ำและรักษาบาดแผล แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไตและแก้อาการท้องเสีย

25.สมุนไพรไทยมะระขี้นก

มีสรรพคุณรักษาโรคหิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยรักษาแผลบวมเป็นหนองและฝีอักเสบ เป็นยาบำรุงธาตุและบำรุงกำลัง ช่วยรักษาโรคกระเพาะ แก้โรคบิด ช่วยขับพยาธิ และช่วยรักษาอาการปวดฟัน

26.สมุนไพรไทยเล็บมือนาง

 มีสรรพคุณเป็นถ่ายพยาธิตัวกลมและพยาธิเส้นด้าย แก้อาการไอ ปวดศีรษะ รวมถึงช่วยรักษาแผลและฝีหนอง

27.โหระพา

 ช่วยรักษาอาการจุกเสียดแน่นและท้องเสีย ช่วยขับลมและทำให้เจริญอาหาร ใช้แก้อาการเป็นแผลแบบมีหนองเรื้อรัง

 

สมุนไพรไทยสำหรับรักษาอาการแมลงกัดต่อย

          นิยมใช้สมุนไพร เข้ามาช่วยในการดูแลบาดแผล โดยทาภายนอก ดังต่อไปนี้

 

28.เสลดพังพอน

 มี 2 ชนิด คือ "เสลดพังพอนตัวผู้" และ "เสลดพังพอนตัวเมีย" ซึ่งทั้งสองชนิดมีสรรพคุณเด่น ๆ คือ ใช้ถอนพิษ แต่ "เสลดพังพอนตัวผู้" จะมีฤทธิ์อ่อนกว่า และส่วนใบจะมีรสขมกว่า ลองไปดูสรรพคุณของ "เสลดพังพอนตัวผู้" กันก่อน "ราก" ช่วยแก้ตาเหลือง ตัวเหลือง กินข้าวไม่ได้ ถอนพิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดฟัน ส่วน "ใบ" ก็ช่วยถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย และยังแก้ปวดแผล แผลจากของมีคมบาด แก้โรคฝี โรคคางทูม ไฟลามทุ่ง งูสวัด เริม ฝีดาษ แก้ฟกช้ำ น้ำร้อนลวก ยุงกัด แก้ปวดฟัน เหงือกบวม ส่วน "เสลดพังพอนตัวเมีย" จะนำรากมาปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้ปวดเมื่อยที่เอว ส่วน "ใบ" ซึ่งมีรสจืดจะนำมาสกัดทำเป็นยาใช้รักษาแผลผิวหนังชนิดเริม แผลร้อนในในปาก แผลน้ำร้อนลวกได้ นอกจากนั้น ส่วนทั้ง 5 คือ ราก ต้น ใบ ดอก ผล สามารถใช้ถอนพิษต่าง ๆ ได้ดี ทั้งพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก

29.สมุนไพรไทยท้าวยายม่อม   

ใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด เป็นยาแก้แพ้  อักเสบ ปวดบวม แมลงสัตว์กัดต่อย และแก้ร้อนในกระหายน้ำ

สมุนไพรไทยสำหรับรักษาอาหารประจำเดือน

30.เจตมูลเพลิงขาว

ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ช่วยแก้ฟกช้ำ รักษาฝี รักษาไข้มาลาเรีย นิยมใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังจำพวกกลากเกลื้อนและผื่นคัน ช่วยขับพยาธิ ช่วยรักษาอาการปวดข้อ และช่วยขับลมลำไส้

31.สมุนไพรอีกมากมายที่ช่วยในเรื่องของประจำเดือน

            อาทิเช่น ว่านชักมดลูก โด่ไม่รู้ล้ม ดีปลี สะเดาดินผักขวง หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ ฟักข้าว บุกชะพลู ตะไคร้ สเมโอ กะเพรา แคนา กระเทียม หญ้าคา ไมยราบ มะเฟือง มะระ ขิง และฟ้าทลายโจร เป็นต้น

           

การดูแลตัวเอง ในการดูแลผิวพรรณของคนไทยสมัยโบราณโดยใช้สมุนไพร

 

การใช้สมุนไพรไทยในการดูแลผิวพรรณของคนไทยสมัยใหม่

 

นิยมใช้สมุนไพร ต่างๆในการทาภายนอกของร่างกาย เพื่อช่วยในการดูแลผิวพรรณให้เรียบเนียน สวย สดใส ดังต่อไปนี้

32.สมุนไพรไทยกระดังงาไทย  

เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ช่วยแก้ลมวิงเวียน ใช้ทำเครื่องสำอางและน้ำอบ และเป็นยาขับปัสสาวะอีกด้วย

33.สมุนไพรไทยกระทือ

 มีสรรพคุณแก้เคล็ดขัดยอก แก้ไข้เรื้อรัง ช่วยเจริญอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และเป็นยาบำรุงกำลัง

34.สมุนไพรไทยจำปูน

 เป็นพืชในกลุ่มกระดังงา มีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด นิยมนำมาทำเครื่องสำอางและประดับตกแต่งพวงมาลัยชนิดต่างๆ

35.สมุนไพรไทยอบเชยเทศ

นิยมใช้ขับลม ลดอาการจุกเสียด ใช้ปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียนและอ่อนเพลีย และนิยมใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

36.สมุนไพรไทยอื่นๆที่มักใช้ในการดูแลผิวพรรณ

อาทิเช่น เก็กฮวย มะกรูด เงาะ ผักบุ้ง มะนาว บอระเพ็ด ลูกเดือย ว่านมหาหงส์ ทับทิม มะขาม ฝรั่ง เสาวรส ขิง ว่านหางจระเข้ ขมิ้น กระเทียม มะพร้าว อัญชัน แตงกวา งาดำ ตำลึง มะขาม สะเดา ฝรั่ง ฟักทอง ดอกคำฝอย และผักโขม

 

วิธีดูแลผิวพรรณของสาวไทยในสมัยโบราณ

            สาวไทยสมัยโบราณ มีค่านิยมความงามของผิวพรรณ คือ สีเหลือง ถ้าหากผิวมีสีออกเหลือง จะถือว่าคนนั้นมีผิวที่สวยงาม โดยส่วนใหญ่ จะมีการบำรุง แต่งเติม ความสวยงามของผิวพรรณ ดังต่อไปนี้

 

            1.น้ำซาวข้าว นิยมนำมาใช้ล้างหน้าเพื่อช่วยทำให้ผิวขาวใส

            2.แป้งประทินผิว นิยมใช้ดินสอพอง และสมุนไพรต่างๆ อย่างเช่น ขมิ้น เป็นต้น

            3.น้ำอบไทย ใช้ชโลมผิว เพื่อให้มีกลิ่นหอม เย้ายวน ช่วยคลายร้อน ช่วยทำให้เนื้อตัวลื่นสบาย มีเหงื่อ ในสมัยโบราณนิยมใช้โดยสาวชาววัง

            4.รกมะขามเปรี้ยว นำมาใช้ในการขัดหน้า เพื่อให้ AHA ที่อยู่ภายในมะขาม ช่วยในการขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป เผยผิวใหม่ที่เนียนใสมากขึ้นกว่าเดิม

            5.อบสมุนไพร ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียด ช่วยขับพิษเสียออกจากผิวหนัง และช่วยบำรุงผิวหนังให้มีน้ำมีนวล เนียนสวยมากขึ้น ไม่เหี่ยวย่น

            6.แป้งร่ำ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด บำรุงผิวหน้าไม่ให้หมองคล้ำ และช่วยปกป้องอาการระคายเคืองจากสิว รวมไปถึงผดผื่น

            7.น้ำปรุง เป็นน้ำอบที่มีปรุงแบบฝรั่ง นิยมใช้ใบเตย ใบเนียม ดอกสารภี นำไปแช่ในแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ จนได้กลิ่นหอม

            8.แป้งพวง ใช้ลูบทาใบหน้าให้มีความขาวเนียน

            9.สีผึ้ง ใช้ทาริมฝีปาก เพื่อป้องกันปากแตกในฤดูหนาว

            10.น้ำดอกไม้สด เป็นการนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เช่น มะลิ กุหลาบ จำปี กระดังงา ไปลอยในน้ำสะอาด เพื่อให้มีกลิ่นหอม ของดอกไม้  เพื่อใช้ดื่ม และทำน้ำอบไทย เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับผิวกาย

 

บทสรุปส่งท้าย : สมุนไพรน่าใช้มากกว่าที่หลายคนคิด

            สมุนไพรไทยที่ได้แนะนำกันไปแล้วในตอนต้น... ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจและยังช่วยในการดูแลร่างกายได้อย่างครบวงจรเลยทีเดียว ถ้าหากใครกำลังมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพแบบใด ลองเลือกสมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาของคนไทยในสมัยก่อนได้จากบทความชิ้นนี้กันได้เลย...